สวนกระแส

30 Dec

inthegarden

ชีวิตที่ดี หมายถึงชีวิตที่สงบสุข ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว..

……..ช่วงนี้ไปที่ไหนก็เจอผู้คนมากมาย ร้านรวงก็ต่างพากันประดับประดาตกแต่งด้วยสีสันแสงไฟดึงดูดนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลกันมามากมาย รถราก็คราคร่ำเต็มท้องถนน หนาวหนาวแบบนี้ใครก็อยากมาเชียงใหม่ แล้วคนเชียงใหม่จะไปที่ไหนกันดี?

……..วันก่อนตั้งใจแวะไปชวนเพื่อนกินข้าว แต่คนเยอะรถเยอะเลยหาที่จอดรถใกล้ๆ แถวนั้นไม่ได้ จึงเลี้ยวเข้าไปหาที่จอดในมช. พอลงจากรถแล้วเดินผ่านบริเวณในคณะฯ ที่เคยเป็นที่ตั้งของห้องชมรมเก่า ทำให้นึกถึงสมัยที่เรายังเป็นละอ่อน ชมรมก็มีให้เลือกตั้งมากมาย ชมรมโน้นกิจกรรมก็น่าสนใจ ชมรมนั้นรุ่นพี่ยิ่งน่าสนใจใหญ่ 555! แต่ชมรมเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่อย่าง ‘ชมรมพุทธศิลป์ ศึกษาฯ’ กลับเป็นที่ที่เดียวที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่นจริงๆ และสิ่งเหล่านั้นก็เหมือนกลายมาเป็นบางส่วนในชีวิตของเราจนถึงทุกวันนี้ ทำให้บางครั้งบางทีก็ยังหวนระลึกถึง

……..สถานที่ตั้งชมรมยังเป็นที่เดิม แต่สภาพเปลี่ยนไปเยอะมาก ก็แค่อยากรู้ว่าห้องชมรมยังเปิดอยู่ไหม ฉันจึงตัดสินใจลองเดินเข้าไปและพยายามมองหาประตูทางเข้า และอาจเพราะฉันอยากเข้าไปตามหาอะไรบางอย่าง มันเป็นของที่พวกเราในชมรมเคยใช้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ทั้งเรื่องปุจฉา-วิสัชนา เรื่องแจ้งให้ทราบ เรื่องนัดหมาย ข่าวหรือผลการแข่งขันฟุตบอลของคืนที่ผ่านมา โจทย์ข้อสอบยากๆ ที่มีรุ่นพี่บางคนมาเขียนคำตอบทิ้งไว้ให้ แม้กระทั่งความในใจหรือความอะไรต่อมิอะไร หรือไม่ก็ข้อความสั้นๆ ที่ฝากถึงใครหรือไม่ถึงใคร เรียกว่ามาอัพเดท status ไว้อะไรทำนองนั้น ผ่านมาก็หลายปีไม่รู้ว่ามันยังอยู่ดีไหม

……..ในยุคที่เทคโนโลยีสื่อสารก้าวหน้าล้ำสมัย ไม่ว่าใครก็สามารถส่งผ่านข้อมูล ความรู้ ความคิด ความเชื่อ เข้าไปให้ผู้อื่นรับรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เหมือนมีโทรจิตส่งถึงกันได้ เหมือนในนิยายวิทยาศาสตร์หรือหนัง Sci-Fi เข้าไปทุกที เพราะเราสามารถบอกเพื่อนๆ ในเครือข่ายได้ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน ไปกับใคร หรือแม้แต่กำลังคิดอะไรอยู่ ส่วนเพื่อนก็สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเรา และตอบกลับมาให้เรารู้ได้ในทันทีเช่นกัน

……..แต่ไม่รู้ทำไมฉันกลับนึกถึงวิธีสื่อสารโบราณเก่ากาลที่คนในชมรมใช้กันมานาน สิ่งนั้นก็คือ ‘สมุดระบายธรรม’ อยากรู้จังว่ารุ่นพี่คนไหนเป็นคนตั้งชื่อให้ เป็นชื่อที่แฝงความหมายอะไรบางอย่างนะ ฉันคิดว่าอย่างนั้น  อีกอย่างที่อยากรู้ก็คือ วัตถุประสงค์ของการมีสมุดระบายธรรมที่แท้จริงนั้นคืออะไร   เท่าที่จำได้ฉันเขียนสมุดระบายธรรมไม่บ่อยนักหรอกและเขียนน้อยมาก แต่มักจะไปติดตามข่าวสาร หรือเปิดดูเผื่อว่าจะมีใครฝากข้อความถึงเราบ้าง และบางครั้งก็ได้สำรวจความรู้สึกนึกคิดของใครหลายคนที่เราเห็นหน้าค่าตากัน แต่อาจไม่เคยรู้ว่าเค้าคิดอะไรอยู่บ้าง อ่านแล้วก็เข้าใจบ้างและไม่เข้าใจก็มาก แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่า ธรรมประจำใจ ของแต่ละคนเป็นเช่นไร

……..มีรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นครูอยู่บนดอย นานๆ จะลงมาสักทีนึง พอมาถึงก็มาฝากข้อความเอาไว้ในสมุดระบายธรรม เขียนไว้เพื่อบอกให้น้องๆ รู้ว่า “พี่มาถึงแล้วนะ ถ้าใครว่างมีเวลาก็แวะมาเจอกัน” เขียนทิ้งเอาไว้ ไม่ได้หวังจะให้ใครมากด like แต่พอไปถึงชมรมทีไร ก็เจอพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ล้อมวงคุยกันอย่างสนุกสนานร่วมกันรุ่นพี่คนนั้นที่ชอบปล่อยมุขฮาๆ ให้พวกเราได้ขำกันอยู่ทุกที   นี่แหละมั้ง.. ที่โทรจิตของเราส่งถึงกัน แม้ไม่ต้องผ่านเครือข่ายไร้สาย (Wi-Fi) บนโลกอินเตอร์เน็ต

……..ตอนนี้บริเวณที่ตั้งชมรมกลายสภาพเป็นตึกหลังใหญ่ไปแล้ว แถมตึกนั้นก็มีกุญแจปิดประตูทางเข้าออกทุกทาง ฉันจึงไม่มีโอกาสได้รู้ว่าสมุดระบายธรรมยังทำหน้าที่ของมันอยู่รึเปล่า หรือมีใครเก็บมันไว้ที่ไหน และถ้ามันยังถูกใช้มาจนถึงทุกวันนี้ จะถูกเขียนมาจนถึงหน้าสุดท้ายแล้วหรือยังนะ.. ก็อย่างที่บอกไปฉันเองไม่ค่อยจะได้เขียนสมุดเล่มนั้นสักเท่าไหร่หรอก แต่สิ่งที่พอจะได้ทำบ้าง คือการหาสมุดเล่มใหม่ไปแทนเล่มเก่าที่เขียนกันจนใกล้จะหมดแล้ว

……..แต่ก็ดีแล้วล่ะ ที่ประตูถูกปิดไว้ ไม่งั้นถ้าฉันเข้าไปในชมรมตอนนี้ อาจมีพวกรุ่นน้องสงสัยและเข้ามาถามก็ได้เช่นว่า  พี่เป็นใคร?  พี่มาทำอะไร?  พี่เข้ามาได้ยังไง? พี่อย่างงู้นพี่อย่างงี้  น้องเค้าไม่เรียก ‘ป้า’ ก็ดีแค่ไหนแล้ว 555!

……..ความทันสมัยของเทคโนโลยีการสื่อสารไม่ได้แปรผันตรงกับคุณค่าของข้อมูลข่าวสารเสมอไป ยิ่งเทคโนโลยีรุดหน้าไปไกล คุณค่าของข้อมูลข่าวสารอาจจะลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อยๆ ก็ได้ ฉะนั้นแล้ว ถ้าเราสามารถหาวิธีที่จะรับรู้ข่าวสารที่เหมาะกับเรา บางทีเทคโนโลยีก็อาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็น และในเมื่อโลกภายนอกมีข้อมูลมากมาย สิ่งสำคัญจึงไม่น่าจะใช่ความสามารถในการรับรู้ข้อมูลทั้งหมด หากเป็นความสามารถในการปิดกั้นข้อมูลส่วนที่ยังไม่ต้องการ ถ้าเราต้องให้ความสนใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่รับรู้อยู่ตลอดเวลา ชีวิตก็คงเต็มล้นจนเกินจำเป็น

……..สำหรับฉันแล้วตอนนี้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารคงสำคัญกับฉันมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้คนบางกลุ่มอาจให้ความสำคัญกับช่องทางและตัวกลางในการรับรู้ข่าวสารมากกว่า เช่น สนใจกันเรื่อง 3G 4G iPhone4 หรือAndroid แล้วไหนจะต้องเปลี่ยน Facebook ปกติมาเป็น Facebook Timeline อีกล่ะ   แต่ทว่า.. ฉันกำลังเริ่มริหัดใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อเป็นช่องทางในการรับรู้ข่าวสาร และพยายามที่จะส่งกระจายข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในสังคมเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องใช้มัน และฉันหวังว่าฉันจะใช้เป็น..

“การเข้าสู่ศักราชใหม่ เปลี่ยนปฏิทินใหม่ เรารอคอยวันคืนเหล่านี้เสมอ เพราะคิดว่ามันจะนำความสุขมาให้ แต่แท้จริงแล้ว สุขอื่นยิ่งกว่า ค ว า ม ส ง บ ไม่มี”

……..ข้อความจากหนังสือเล่มหนึ่ง* ที่ฉันถือติดตัวไปด้วยตอนขับรถออกจากบ้าน ในเช้าของวันที่ลมหนาวแรกมาถึง ขับรถไปไกลถึงวัดอรัญญวิเวก อำเภอแม่แตง* เพราะมีน้องสาวธรรมะสัมพันธ์กันคนหนึ่งเคยบอกว่า ถ้าอยากไปทำบุญจะนั่งรถไปเป็นเพื่อน จริงๆ แล้วเราสองคนไม่ค่อยจะได้เจอกันบ่อยซักเท่าไหร่ ฉันโดนงอนใส่โดยที่ไม่รู้ตัวตั้งไม่รู้กี่ครั้ง แต่พักหลังมานี้เรานึกถึงหรือเจอกันทีไร มักจะมีเรื่องพระเรื่องเจ้าเรื่องวัดเรื่องวาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทุกที 555!   อากาศในวันนั้นตอนแรกก็ดูเหมือนว่าจะดี แต่พอสายๆ เข้าหน่อยนี่สิ แดดแรงชะมัด อันที่จริงอากาศมันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้อยู่แล้วไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้  เหมือนที่ใครบางคนเคยสงสัยความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของตัวเองในสายตาของคนอื่น ..เรานี่ดูเป็นคนใจเย็นอย่างงั้นหรือ?  ทั้งที่ข้างในยังร้อนรุ่มสับสนอยู่เลย

แล้วปลายปีนั้นฉันกับน้องสาวคนนี้ก็ได้เจอกันอีกครั้ง เพื่อไปฉลองคืนข้ามปีด้วยการไปปฏิบัติธรรม อย่างนี้จะไม่ให้เชื่อได้อย่างไรว่าเรามีธรรมะสัมพันธ์กันจริงๆ🙂  
..บางทีคนเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่า ความสงบในจิตใจจำเป็นสำหรับเรามากแค่ไหน โดยเฉพาะในยามที่เราหาความสงบใจได้ยากเหลือเกิน

……..ที่สำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม อำเภอจอมทอง* ฉันได้พบกับพระภิกษุณีและสามเณรีหลายรูป โดยเฉพาะ พระภิกษุณี นันทญาณี (รุ้งเดือน สุวรรณ)* ท่านเป็นหัวหน้าสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ นักบวชและผู้ปฏิบัติธรรมที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งมีเพียงไม่กี่ที่ในประเทศไทย เพราะเป็นอย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศเราไม่มีกฏหมายหรือไม่มีการรับรองว่าจะมีการบวชภิกษุณีในประเทศไทยได้

……..เคยมีคนถามพระอาจารย์ว่า เพราะเหตุใดสตรีเพศอย่างท่านจึงคิดเรื่องการออกบวช ท่านตอบไว้ได้น่าสนใจมาก ท่านบอกว่าในการบวชนี้มีแรงบันดาลใจหลายอย่าง เรียกว่าต้องอาศัยปัจจัยสะสมมากมาย ซึ่งก็มีมาตั้งแต่เด็กๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว รวมทั้งสะสมมาตั้งแต่ชาติก่อนจนถึงชาติปัจจุบัน อุปมาเหมือนกับสะพานซึ่งมีคนเดินผ่านทุกวัน วันละหลายคน สะพานนั้นก็สึกลง บางลง จนวันหนึ่งมีนายแดงเดินลงไปเหยียบแล้วมันหักลง เราจะบอกว่าที่สะพานหักนี้ เป็นเพราะนายแดงก็คงจะไม่ถูกนัก  แต่ที่สะพานนี้หักเพราะมีคนเดินมานานแล้ว แล้วก็เดินหลายคนด้วย มันจึงค่อยๆ บางลง ในที่สุดวันหนึ่งก็หัก
……..เมื่อเกิดความมุ่งมั่นตั้งใจเดินตามรอยพระพุทธองค์ ก็ได้ยึดถือแนวทางการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด แต่ตอนนั้นสังคมไทย ไม่มีภิกษุณี ไม่มีสามเณรี มีแต่แม่ชี ที่สุดแล้วท่านจึงถือศีล ๘ เป็นแม่ชีอย่างไม่มีทางเลือก จนกระทั่งท่านได้อ่านพระภิกขุนีปาติโมกข์ ๓๑๑ ข้อ ซึ่งเป็นกรอบวิถึในการดำเนินชีวิตของอุบาสิกาเพื่อให้สงบจากกิเลสและนำไปสู่หนทางดับทุกข์ จึงเกิดแรงบันดาลใจไปสู่การบวชเป็นพระภิกษุณี ดังนั้นท่านและคณะแม่ชีจึงเดินทางไปประเทศศรีลังกา โดยมีพระภิกษุไทยรับรองความประพฤติให้กับพระสังฆนายกที่ประเทศศรีลังกา เพื่อเป็นพระอุปัชฌาย์บรรพชานักบวชสตรีจากเมืองไทยกลุ่มนี้ให้เป็นสามเณรี และต่อไปเป็นภิกษุณีในที่สุด

……..ตอนแรกฉันคิดว่าคงเป็นเพราะบรรยากาศของสวนธรรมแห่งนี้ จึงทำให้ความสงบเกิดขึ้นในใจได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ธรรมมะที่พระอาจารย์อบรมสั่งสอนตามพระพุทธพจน์ช่วยฉันได้มากกว่านั้น อย่างน้อยก็ทำให้ช่วงเวลาหลังจากที่ออกมาจากที่นั่น ฉันได้เข้าถึงความสงบได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในรอบปีที่ผ่านมา  ที่แท้ความสุขสงบมันคงอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่ไหนเลย..

……..มีผู้รู้สอนไว้ว่า ระหว่างการแสวงหาความสุขให้ชีวิตกับการแสวงหาความจริงแท้ให้ชีวิต ผู้คนส่วนใหญ่แสวงหาสิ่งแรกมากกว่า การไม่รู้ว่าความจริงในชีวิตมีรายละเอียดเช่นไร ก็จะทำให้อยู่บนโลกนี้ลำบาก เพราะถูกกฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เล่นงานอย่างต่อเนื่อง
……..ในการมีชีวิตนั้น การมองโลกแง่ดี หรือการพยายามใช้ชีวิตด้านบวกก็ดีอยู่ มันทำให้เราท้อแท้สิ้นหวังยากขึ้น และมีความหวังมาหล่อเลี้ยงชีวิต แต่การเห็นโลกด้านจริงและเข้าใจแง่ลึกของชีวิตสำคัญกว่า เพราะถ้าเห็นชัดแล้ว เข้าใจถ่องแท้แล้ว อย่าว่าแต่ทุกข์เล็กทุกข์น้อย หรือความผิดหวังเลย แม้กระทั่งความตายก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

……..ช่วงวันเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เช่นนี้ สิ่งที่ใครๆ มักจะทำถ้าไม่คิดวางแผนเตรียมการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข ก็จะใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วในรอบปี ทั้งเรื่องที่เป็นความสุข ความทุกข์ ความสมหวัง ความผิดหวัง ความสำเร็จ ความล้มเหลว ฯลฯ ซึ่งเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอดีต และถูกสมองเก็บไว้ในรูปของความทรงจำ

“แต่ความจำไม่ใช่ความจริง.. แม้แต่ความจริงในความจำนั้น ก็เป็นสิ่งที่ตายแล้ว และไม่มีชีวิต ความจริงที่แท้ต้องได้รับการค้นพบในแต่ละนาที เพราะมันมีชีวิต มันไม่เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่พบ มันจะเหมือนกัน” ฉันยังจำได้ที่พระอาจารย์เคยบอกไว้

……..บางทีช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในปีนี้ ฉันอาจไม่ได้ทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนอื่นๆ เค้าทำกัน ทำไมน่ะเหรอ?  คงเป็นเพราะว่าฉันกำลังคิดถึงเรื่องการไม่หวนคิดถึง   มันคือการไม่คิดถึงความทรงจำที่เป็นทุกข์ รวมถึงความทรงจำที่เป็นสุขที่เคยมี ซึ่งถ้าหากฉันเลือกที่จะทำสิ่งนี้ ฉันต้องเรียนรู้วิธีปล่อยวาง
และถ้าฉันทำได้อย่างที่ตั้งใจก็ขอให้ปีใหม่ปีนี้   ฉันหวังว่าฉันจะรู้ และได้พบกับ ‘ความจริง’

แล้วคุณล่ะ? ในคืนข้ามปี ค ว า ม จำ หรือ ค ว า ม จ ริ ง ที่คุณจะหวนระลึกถึง..

*คลื่นข้างใน: กระบี่ไม้ไผ่, มีนาคม 2549 (ความเรียงอบอุ่น บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ ผลงานลำดับที่ 2 ของผู้เขียน สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรง)

*วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่  http://www.panyapatipo.com/index.html

*พระภิกษุณี นันทญาณี (รุ้งเดือน สุวรรณ) ประธานมูลนิธินิโรธาราม และหัวหน้าสำนักปฏิบัติธรรมนิโรธาราม อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และสำนักปฏิบัติธรรมสุทธจิตต์ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พระอาจารย์มีเมตตาสั่งสอนเผยแผ่พระธรรมของพระพุทธองค์ด้วยความกระจ่างแจ้ง ให้แก่บรรดาศิษย์ทั้งในและนอกสำนักจากทั่วสารทิศอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย
http://www.nirotharam.com/

http://kamphuyoga.com/?page_id=78

สีของปีใหม่: วิรัตน์ โตอารีย์มิตร, นิตยสารขวัญเรือน ฉบับเดือนธันวาคม 2553.

One Response to “สวนกระแส”

  1. Allahome 02/01/2012 at 3:11 pm #

    มีเรื่องที่ฉันรู้จากการไปวัดมาฝากค่ะ^^
    เรื่องที่หนึ่ง คือ ตัวฉัน
    เรื่องที่สอง คือ เวลา
    https://www.facebook.com/media/set/?set=a.228719177205296.53236.121069561303592&type=1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: