APRIL TRUTH’S DAY

1 Apr

1 April 2013
มาเล่าเรื่องจริง ในวันที่โลกโกหก
http://timecapsule.exteen.com/20100402/april-truth-s-day

Breathe for the Seeds

10 Aug

inthegarden

ลมหายใจแห่งชีวิต
ด้วยลมหายใจ นั่นคือชีวิตเรา
ด้วยลมหายใจ นั่นคือสิ่งคอยช่วยเรา
ด้วยลมหายใจ โลกและเรา ไปด้วยกัน
เราจึงหายใจ พร้อมกับหมู่ดอกไม้งาม
หายใจด้วยปราณี เพื่อความสุขของเรา

เราจะหายใจ เพื่อเป็นหนึ่ง กับสายลม
เราจะหายใจ เพื่อเป็นหนึ่ง กับสายธาร
เราจะหายใจ เพื่อเป็นหนึ่ง กับพื้นดิน
เราจะหายใจ พร้อมเปลวไฟ ในร่างเรา
ไม่คิดกังวล ทุกข์ในความตายหรือเกิด
เพราะชีวิตเราทุกคน ล้วนอนิจจัง

โปรดจงหายใจ เพื่อความสุขศานติ
โปรดจงหายใจ เพื่อคลายความทุกข์ตรม
โปรดจงหายใจ เพื่อเซลล์ใหม่ที่แข็งแรง
โปรดจงหายใจ ด้วยจิตอันมั่นคง
เพื่อดำรงใจ ในปัจจุบันไว้ก่อน
แล้วจะพบความจริง คือ สัจธรรม แน่นอน

Breathe, You are alive
Breathe, and you know that you are alive,
Breathe, and you know that all is helping you.
Breathe, and you know that you are the world
Breathe, and you know that the flower is breathing too.
Breathe for yourself, and breathe for the world,
Breathe in compassion, and breathe out the joy

Breathe, and be one with the air that you breathe,
Breathe, and be one with the river that flow.usness.
Breathe, and be one with the earth that you tread,
Breathe, and be one with the fire that you tread,
Breathe, and you break the thought of birth anddeath,
Breathe and you see impermanence is life.

Breathe for the joy to be steady and calm,
Breathe for your sorrow to flow away.
Breathe to renew every cell in your blood,
Breathe to renew the depth of consciousness.
Breathe and you dwell in the here and now,
Breathe and all you touch is new and real.

ภาวนาด้วยหัวใจ : Practice from the Heart
คู่มือภาวนาตามแนวทางหมู่บ้านพลัม (Thai Plum Village)*

ในสวนแห่งชีวิต มีเมล็ดพันธุ์ที่เป็นกิเลสอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความสุข และก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ด้วยเช่นกัน ซึ่งถูกวางอยู่ในพื้นดินในจิตใจของเรา และถ้ามีเหตุปัจจัยที่สมบูรณ์ มันก็จะเติบโตขึ้นจนครอบคลุมชีวิตของเราไปทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้

ชีวิตที่ผ่านมาอาจเคยมีใครทำให้เราสูญเสียความมั่นใจ ผิดหวัง กลัว หมดกำลังใจ เหมือนมีเมล็ดพันธุ์ของความเศร้าและความเหงามาอยู่ในสวนของเรา โดยที่เราก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน มาได้อย่างไร

นึกถึงตอนที่เรายังเป็นเด็ก ก็จะมีพ่อและแม่คอยปลอบโยนเรา “แม่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องร้องนะ” เสียงของแม่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยหายกลัวหายกังวลใจ แต่ความกลัวมันไม่เคยหายไปไหน แม้ว่าเราจะอายุมากขึ้นเราก็ยังกลัว

แล้วเมื่อเราโตขึ้นล่ะ เราจะละวางซึ่งกิเลส ความเศร้า ความเสียใจได้อย่างไร?
หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์* แนะว่า  การปฏิบัติธรรมช่วยเราได้เหมือนอย่างที่พ่อแม่ช่วยเราตอนเป็นเด็ก เป็นการช่วยให้ตัวเราพ้นทุกข์ด้วยตัวเราเอง สอนให้เราเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเอง ยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเสมอ

การปฏิบัติธรรมสอนให้เรารู้ว่ามีเมล็ดพันธุ์อะไรอยู่ในตัวเราบ้าง ฝึกให้เรารู้จักกำจัดเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้เราทุกข์ และเรียนรู้วิธีรดน้ำเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้เรามีความสุข ดูแลเมล็ดพันธุ์ในตัวเราด้วยการเลือกสิ่งแวดล้อมที่ดี ให้เมล็ดพันธุ์ของเราได้สัมผัสกับดิน น้ำ ลม แสงแดด และอากาศที่ดี การรับรู้ที่ดีจะทำให้เกิดความทรงจำที่ดี ที่มีผลต่อเนื่องกับชีวิตของเรา ดังนั้นในชีวิตประจำวัน เราควรฝึกปฏิบัติอยู่เสมอ อย่ารอให้ทุกข์ก้อนใหญ่มาหาแล้วจึงค่อยปฏิบัติ

เราต้องมองให้ลึกและยิ้มกับตัวเอง และต้องคอยบอกเด็กเล็กๆ ในตัวเราว่า “หนูจ๋า ฉันรู้ว่าเธอยังกลัว ฉันเข้าใจ แต่ดูซิ ฉันเป็นผู้ใหญ่ของหนูแล้ว เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ อย่ากังวลไปเลย”   เราต้องคอยพูดปลอบเด็กหวาดกลัวในตัวเรา จนกระทั่งเราเป็นอิสระ

เราควรทำให้การปฏิบัติเป็นเรื่องรื่นรมย์ ปีติ และมีความสุข  เมื่อเราเดินในสวนที่บ้าน แค่เราหายใจเข้าออกอย่างมีสติ ระลึกรู้อยู่กับลมหายใจและยิ้ม ขณะนั้นเรากำลังปฏิบัติธรรม วินาทีที่เรียนรู้ที่จะหายใจอย่างมีสติอยู่กับปัจจุบัน ‘ ค ว า ม สุ ข ’ ก็อยู่ที่นั่นแล้ว…

 

ภาพพู่กัน : หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์


*หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์   http://www.thaiplumvillage.org/about_thay.html
*หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย  http://www.thaiplumvillage.org/

หนึ่งวันของผม

5 May

คนเรารอคอยอะไรได้นานแค่ไหน? สำหรับผมการรอคอยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ บางทีสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดในชีวิตอาจจะเป็น ‘การรอคอย’

แค่ชั้นวางหนังสือเล็กเล็กธรรมดาธรรมดาซักอัน กว่าจะได้มาผมยังทนรออยู่ได้นานเป็นปี เพราะคนทำดันลืม แต่คนสั่งทำไม่เคยลืม รอแล้วรอเล่าในที่สุดวันนี้ก็มาถึง อันที่จริงผมน่าจะเริ่มทำมาได้หลายวันแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม บางอย่างทำให้ผมรู้สึกว่า วันนี้เป็นวันที่เหมาะสำหรับการจัดหนังสือมากกว่าหลายวันที่ผ่านมา ไม่ถึงกับต้องหาฤกษ์งามยามดี แต่ผมก็ทำราวกับว่า มันเป็นพิธีรีตองที่สำคัญอย่างหนึ่ง ..ผ่านมาหนึ่งปีหนังสือกองโตเพิ่มขึ้นไม่เท่าไหร่ แต่ฝุ่นนี่สิ หนาเชียว!

เวลามาเยี่ยมผมที่บ้าน แม่มักจะถามเสมอ “หนังสือที่กองอยู่เต็มพื้นในห้องเมื่อไหร่จะจัดเข้าชั้นหนังสือเสียที จะทำเมื่อไหร่ จะให้แม่ช่วยไหม ย้ายออกจากห้องไปเก็บไว้ที่อื่นบ้างก็ได้” แต่ผมก็บ่ายเบี่ยงอ้างโน้นอ้างนี่ทุกครั้งไป ผมรู้ว่ามันไม่ดีเท่าไหร่ที่ไม่รีบรับความหวังดี ผมก็แค่อยากทำสิ่งนี้ด้วยตัวเอง ไม่อยากให้ใครต้องมาเสียเวลานานๆ ไปกับการจัดหนังสือของผม อันที่จริงก็พอรู้ว่าที่แม่คอยซักคอยถาม เพราะแม่เป็นห่วงผม แม่คงสังเกตเห็น พักหลังมานี้ผมดูเงียบๆ ไป..

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะจัดหนังสืออยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียว แต่! บรรยากาศการจัดหนังสืออย่างสงบก็ถูกทำลายลง เมื่อได้ยินเสียงดังมาจากกองหนังสือข้างๆ  ผมเห็นเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น  เด็กผู้ชายที่มีผมสีทองเหมือนทุ่งข้าวสาลี..

เอาล่ะ ไม่ต้องเดาหลายคนคงพอจะรู้แล้วว่า เขาคือ?   ใช่ เขาคือ ‘เจ้าชายน้อย’ เขาน่าจะออกมาจากกองหนังสือตรงไหนสักแห่ง ดูเหมือนเขากำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ ผมมองดูเขาอยู่นานด้วยความแปลกใจ
“นั่นเธอกำลังหาอะไร ฉันจะช่วยอะไรเธอได้ไหม” ผมทัก
แม้ว่าผมจะทักทายเจ้าชายน้อยไปเบาๆ แต่ก็มั่นใจว่าเขาได้ยินเสียงของผม เค้าหยุดค้นกองหนังสือแล้วเงยหน้ามองขึ้นมาที่ผม นาทีแรกของการพบกันระหว่างเราสองคน มีแต่ความเงียบ ไม่มีคำทักทาย เพราะเขากับผม เราเหมือนคนแปลกหน้าที่รู้จักกันดี

พอมาลองนึกดู ผมก็แทบจำไม่ได้เสียแล้วว่า รู้จักเจ้าชายน้อยครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาแล้วเห็นจะได้ ผมเพิ่งจะมีโอกาสได้รู้จักเจ้าชายน้อยจริงๆ จังๆ  อีกเรื่องหนึ่งที่แม่มักบ่นเสมอ คือเรื่องความขี้ลืมของผม แต่คงเป็นเพราะผมได้เขียนอะไรบางอย่างเอาไว้ที่หลังปกหนังสือเพื่อเตือนความจำ พอหยิบหนังสือ เจ้าชายน้อย (The Little Prince) เล่มนั้นออกมาจากชั้นแล้วเปิดดู ก็เห็นลายมือของตัวเองเขียนไว้ว่า ‘ 14 กุมภา . . ‘  เป็นอีกหนึ่งวันที่เหมือนกับทุกวันของปีนั้น เป็นวันที่ผมยังคงต้องอยู่ที่ทำงานจนดึก จากนั้นก็ขับรถกลับบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่วันนั้นพิเศษขึ้นมานิดหน่อย เพราะก่อนกลับบ้านผมนึกอยากแวะไปที่ร้านหนังสือ แล้วหนังสือที่ผมถือติดมือออกมาด้วยก็คือ เจ้าชายน้อย พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็อ่านเจ้าชายน้อยรวดเดียวจนจบ แม้ว่าจะชอบอ่านหนังสือมากแค่ไหน แต่ก็มีหนังสือไม่กี่เล่มที่จะทำให้ผมเป็นแบบนี้ อย่างไรก็ดี ผมอ่านเรื่องเจ้าชายน้อยจบมาแล้วก็หลายปี แต่น่าแปลกก็ตรงที่ มักจะมีอะไรให้ผมหวนนึกถึงเจ้าชายน้อยทุกปี และปีนี้ก็เช่นกัน แต่ครั้งนี้ทำให้ผมประหลาดใจมากกว่าทุกครั้ง เพราะยังไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันจะได้นึกถึง ผมก็ได้พบกับเจ้าชายน้อยเข้าเสียแล้ว

ช่วงเวลาที่เราเจอกัน เขาไม่ได้ทักทายผมด้วยซ้ำ แม้แต่จะถามว่า ‘สบายดีไหม?’ ผมสงสัยว่านั่นเป็นเพราะเขาจำได้ จึงระมัดระวังไม่ใช้ประโยคทักทายแสนธรรมดา แต่ทว่าทำให้ผมคิดมาก   อืม มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เขาคงลืมเรื่องนี้ไปแล้วล่ะ อีกอย่างคงเป็นเพราะเขามีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังให้ความสนใจอยู่ต่างหาก เพราะผมได้ยินเขาพูดขึ้นมาว่า
“ฉันกำลังค้นหาหนังสือนิทานเล่มนึงอยู่ นิทานในหนังสือเล่มนั้นสนุกมากเลยนะ คุณเห็นบ้างไหม?”
จะว่าไปก็มีหนังสือนิทานหลายเล่มที่ผมเคยอ่าน แต่มันก็ตั้งนานเมื่อผมยังเป็นเด็ก แต่ตอนนี้ผมก็ไม่ได้อ่านนิทานแล้ว จึงตอบเขาไปตามตรง
“ที่กองหนังสือของฉันไม่มีหนังสือนิทานสักเล่ม เธอหายังไงก็คงหาไม่เจอ”
พอเจ้าชายน้อยได้ยินอย่างนั้นเขาก็ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ออกมา สักพักเขาก็มองจ้องหน้าสบตากับผม แล้วก็พูดขึ้นมาว่า
“ถ้าอย่างงั้นคุณเล่านิทานให้ฉันฟังได้ไหม?”

. . ผมนิ่งคิด  เด็กผู้ชายผมสีทองกำลังรอฟังคำตอบจากผม และผมก็รู้ด้วยว่าเขาไม่เคยล้มเลิกที่จะซักให้ได้คำตอบแม้แต่ครั้งเดียว ทำไงได้ ก็ผมน่ะเลิกอ่านนิทานไปนานแล้ว พอๆ กับที่ไม่ได้เล่านิทานให้ใครฟังมานานแล้วเช่นกัน และตอนนี้ก็ไม่คิดว่าผมจะสามารถเล่านิทานให้ใครฟังได้ ผมจะทำอย่างนั้นไปทำไมกัน ในขณะที่พวกเพื่อนๆ ของผม อาจจะกำลังฝึกเล่านิทานให้พวกลูกๆ ของเขาฟัง แต่ผมไม่จำเป็นจะต้องทำอย่างนั้น แล้วผมควรจะตอบเจ้าชายน้อยไปว่ายังไงดี
หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ผมก็นึกอะไรออก  “แน่ใจนะว่า เธออยากฟังนิทานของฉัน มันอาจไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่” ผมถามด้วยไม่มั่นใจ
เขายิ้มกว้าง แล้วทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็แจ่มใสขึ้นมาทันที อาจเป็นเพราะสิ่งนี้ ที่ทำให้คนเรายอมทำอะไรได้ทุกอย่าง
ก็ได้ ก็ได้..  ผมคงต้องเริ่มเล่านิทานให้เจ้าชายน้อยฟังแล้วล่ะ แต่ออกตัวไว้ก่อน ผมเล่านิทานไม่เก่งหรอกนะ ถ้าคุณไม่อยากฟังก็อ่านข้ามไปได้เลย

ณ ดวงดาวแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า allahome มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงบีมบองก้า เจ้าหญิงบีมบองก้าก็เหมือนกับเจ้าหญิงบนดาวดวงอื่นที่แสนน่ารัก สดใส ร่าเริง และซุกซน   แต่เจ้าหญิงบีมบองก้ามีสิ่งหนึ่งที่พิเศษกว่านั้น ซึ่งเป็นที่สนใจของใครหลายคน ทุกๆ วันจึงมีผู้คนมากมายแวะมาเยี่ยมเยือนทักทายเจ้าหญิงบีมบองก้าที่ดาว allahome อยู่เสมอ

เจ้าหญิงบีมบองก้าเป็นคนช่างสงสัยมาตั้งแต่เด็ก พอเริ่มรู้ความก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า ทำไมขาของคนอื่นจึงติดอยู่กับพื้น แม้ว่าเขาจะพยายามกระโดดขึ้นไป แต่ก็ยังตกลงมาที่พื้นอยู่ดี แม้แต่ผลแอปเปิ้ลของเซอร์ไอแซก นิวตัน ก็ตกลงมาที่ใต้ต้นแอปเปิ้ล อันที่จริงคำถามนี้ตอบได้ไม่ยากไม่ว่าใครก็ตอบได้ แต่ที่มันไม่ง่ายก็เพราะกฎแรงโน้มถ่วงของโลกไม่มีผลกับเจ้าหญิงบีมบองก้าน่ะสิ ดังนั้นเราจึงต้องไปถามผู้ที่จะสามารถตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด นั่นก็คือ ท่านแม่ของเจ้าหญิงบีมบองก้า แล้วก็คลายความสงสัยเมื่อได้ยินท่านแม่เล่าให้ฟังว่า เรื่องมันมีอยู่ว่า . .

วันที่เจ้าหญิงบีมบองก้าลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก ตรงกับวันที่พระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเป็นวันที่ท่านแม่สังเกตท้องฟ้าในยามค่ำคืนก็เห็นว่า พระจันทร์คืนนั้นสวยและกลมโตมากกว่าปกติ นักดาราศาสตร์บนดาว allahome อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า คืนนี้พระจันทร์โคจรเข้าใกล้ดาว allahome มากที่สุดในรอบปี เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า เปริจี (Perigee) หรือ ซุปเปอร์มูน (Supermoon)* จริงๆ แล้วที่ดาวโลกก็เกิดปรากฏการณ์นี้ได้เช่นกัน และแม้ว่าการที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกและห่างโลกมากที่สุดจะเกิดขึ้นอย่างนี้ทุกเดือน แต่การที่ผู้คนบนโลกจะเห็นพระจันทร์เต็มดวงในวันที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดอย่างคืนนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลกของเราบ่อยๆ น่ะสิ แค่ 2-3 ปีต่อ 1 ครั้งเท่านั้นเอง

และที่พิเศษน่าทึ่งกว่านั้น เพราะมีน้อยคนที่จะรู้ว่าปรากฏการณ์นี้ที่เกิดขึ้นบนดาว allahome สร้างความประหลาดมหัศจรรย์ กระทั่งนักดาราศาสตร์ก็อาจจะไม่รู้?!
จริงอยู่ว่าในคืนนั้นดวงจันทร์เข้ามาใกล้มากกว่าทุกวัน แต่แรงดึงดูดของดวงจันทร์ไม่มีผลต่อผู้คนที่อาศัยอยู่บนดวงดาว allahome  เพราะดวงจันทร์มีมวลน้อยกว่า  แต่ที่น่าแปลกเพราะมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นกับเจ้าหญิงที่เกิดในค่ำคืนนี้อย่างเจ้าหญิงบีมบองก้า เนื่องจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์มีผลต่อตัวเธอมากกว่านั้นมาก ด้วยเหตุที่ว่าจึงทำให้เจ้าหญิงบีมบองก้าดูเหมือนตัวลอยอยู่ในอากาศตลอดเวลาแตกต่างจากคนทั่วไป

พอเล่ามาถึงตรงนี้ ผมก็ต้องหยุดเล่าสักพักเพื่อคิดพล็อตเรื่องต่อ เจ้าชายน้อยไม่ว่ากระไร ผมเห็นเขากำลังแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า

“คุณยังดูพระจันทร์อยู่ใช่ไหม?..” เจ้าชายน้อยโพล่งขึ้น

บางทีคำถามของเจ้าชายน้อยก็ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่า มันเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบหรือไม่ เขาถามแค่อยากถามหรือเขาถามเพราะอยากรู้ แน่นอน ผมยังแหงนหน้ามองฟ้าหาพระจันทร์อยู่เสมอเมื่อมีโอกาส แต่ความหมายของการมองพระจันทร์ต่อจากนี้ไปอาจเปลี่ยนไปก็ได้..
ผมพยักหน้าแทนการตอบ ผมไม่ได้พูดทุกอย่างที่ผมคิด

“แล้วคุณมองพระจันทร์เฉพาะวันที่เต็มดวงหรือเปล่า?” เจ้าชายน้อยถามอีกครั้ง

“เธอยังอยากฟังเรื่องเจ้าหญิงบีมบองก้าอยู่รึเปล่า” ผมถามสวนกลับไป  ผมไม่ได้หงุดหงิดที่เขาเอาแต่ตั้งคำถาม แต่กลัวจะลืมพล็อตเรื่องที่เพิ่งคิดออกต่างหาก เจ้าชายน้อยไม่ปริปากแต่พยักหน้าตอบเช่นเดียวกับที่ผมตอบเขา..

ทุกวันเจ้าหญิงบีมบองก้ามักจะใช้เวลามีความสุขอยู่กับการทำขนม ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง แยมโรล เค้ก พาย คุกกี้ โดนัท โรตี หรือแม้แต่เกี๊ยวซ่า ในการทำขนมแต่ละครั้งสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกก็คือการเลือกใช้แป้ง แต่แป้งสำหรับทำขนมมีให้เลือกตั้งมากมาย ทั้งแป้งมันฝรั่ง แป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวโพด แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียวบ้าง และแม้ว่าในวันนี้เจ้าหญิงบีมบองก้าตั้งใจว่าจะเลือกใช้แป้งสาลี แต่เรื่องชวนปวดหัวยังไม่จบแค่นี้ เพราะแป้งสาลีก็มีให้เลือกอีกตั้งหลายอย่าง

ดังนั้นก่อนออกไปตามหาแป้งสาลี เจ้าหญิงบีมบองก้าจึงไม่ลืมที่จะแวะไปหาใครคนหนึ่ง เธอคือดอกกุหลาบแสนสวยผู้เพียบพร้อม ไม่ว่าใครก็ตามที่อยากพบเธอจะต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเธอในสวน บางคนอาจจะคิดว่าเธอช่างเย่อหยิ่ง แต่แท้ที่จริงเธออ่อนหวาน แสนดี และมีคำตอบให้เจ้าหญิงบีมบองก้าเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน..

ดอกกุหลาบแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งให้เจ้าหญิงบีมบองก้า ในนั้นอธิบายเกี่ยวกับแป้งสาลีเอาไว้ว่า แป้งสาลี (wheat flour)  คือแป้ง (flour) ที่ได้จากเมล็ดของข้าวสาลี (wheat) โดยใช้ส่วนที่เป็นเอนโดสเปิร์มมาโม่ให้เป็นผงละเอียด  แป้งสาลีมีได้หลายประเภทโดยแบ่งตามปริมาณโปรตีนที่มีอยู่ในแป้ง โปรตีนในแป้งสาลีทำให้แป้งสาลีมีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างกัน การนำมาใช้นั้นจึงขึ้นอยู่กับลักษณะของขนมที่เราต้องการ แต่เจ้าหญิงบีมบองก้าแนะนำว่า ถ้าปวดหัวขี้เกียจคิดจะใช้แป้งสาลีอเนกประสงค์ก็ได้ เพราะใช้ได้กับขนมทุกอย่าง แต่เนื้อขนมจะไม่ดีเท่ากับแป้งที่ใช้เฉพาะอย่างก็เท่านั้นเอง

“เราจะไปหาแป้งสาลีได้จากที่ไหน?” เจ้าชายน้อยถาม
“อาจจะเป็นร้านขายของ โรงงานโม่แป้ง หรือที่บ้านของชาวเมืองล่ะมั้ง ไม่ก็.. ทุ่งข้าวสาลี” ผมเดา
“ทุ่งข้าวสาลีอย่างงั้นหรือ..”
เจ้าชายน้อยเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นว่า
“คุณเคยเจอสุนัขจิ้งจอกบ้างไหม คุณเห็นมันที่ทุ่งข้าวสาลีบ้างหรือเปล่า?”

ผมยังจำได้ที่ชายนักบินคนนั้นเล่าว่า เจ้าชายน้อยเดินทางกลับไปยังดวงดาว B612 ที่เขาจากมา กลับไปถอนต้นไทรที่ถ้าขืนปล่อยมันทิ้งไว้ มันก็จะขึ้นรกรุงรังเต็มดวงดาว กลับไปทำความสะอาดปล่องภูเขาไฟ มันจะได้ไม่ทำความเสียหายและคุกรุ่นอยู่เสมอ และที่สำคัญเจ้าชายน้อยต้องกลับไปดูแลดอกกุหลาบดอกเดียวของเขาดอกนั้น แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ชายคนนั้นไม่ได้เล่าให้ฟัง นั่นก็คือ เรื่องสุนัขจิ้งจอก..

พักหลังมานี้ผมไม่ค่อยจะได้ออกเดินทางไปไหน แต่แล้ววันหนึ่งผมก็บังเอิญไปเจอสมุดบันทึกของใครคนหนึ่ง ใครคนนั้นคงไปพบสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นเข้า ผมอยากขอบคุณเขา ไม่ใช่ที่เขาเขียนบันทึกเรื่องราวเอาไว้ แต่เพราะเขาเขียนในสิ่งที่ผมคงไม่สามารถเรียบเรียงขีดเขียนเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ผมพบเจอเช่นเดียวกับเขาได้ ยิ่งผมอ่านสิ่งที่เขาเขียน ผมก็ยิ่งมั่นใจ    ..เราเจอสุนัขจิ้งจอกตัวเดียวกัน  http://poymistersky.multiply.com/reviews/item/11  (คุณไม่ต้องสนใจก็ได้ว่าหลังจากที่เจ้าชายน้อยกลับไปยังดาว B612 แล้วนั้น สุนัขจิ้งจอกเป็นยังไงบ้าง แนะนำเหมือนเดิมอีกครั้งว่า ให้คุณอ่านข้ามไปได้เลย)

ผมเล่าเรื่องเจ้าหญิงบีมบองก้าบนดาว allahome ให้เจ้าชายน้อยฟังจบแล้ว พร้อมกับที่การจัดหนังสือก็ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยเช่นกัน  แต่ดูเหมือนเจ้าชายน้อยยังไม่อยากให้การสนทนาของเราจบลงแค่นั้น หลังจากที่เขาตั้งใจฟังผมเล่านิทานอยู่นาน และผมก็ปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายตั้งคำถาม คราวนี้ถึงตาผมบ้าง แต่ขอเวลาผมคิดก่อนนะ ว่าถ้าต้องคุยกับเจ้าชายน้อยต่อจากนี้ไป ผมควรจะเริ่มต้นคุยเรื่องไหนกับเขาดี
ระหว่างเล่าเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับทุ่งข้าวสาลีที่เขาถามถึง หรือถามเขาด้วยอยากรู้ว่าเขาสบายดีไหม เป็นอย่างไรบ้าง หลังจากกลับไปอยู่ที่ดาว B612
หรือผมควรถาม เรื่องของเจ้าชายน้อยกับดอกกุหลาบของเขา ที่เขาไม่เคยเล่าให้ฟังไม่เคยพูดถึง..
คุณว่า ผมกับเจ้าชายน้อย เราสองคนจะคุยเรื่องไหนกันดี?

inthegarden

(ยังเป็น inthegarden คนเดิมค่ะ แปลกใจล่ะสิที่แทนตัวเองว่า ‘ผม’ แค่อยากทำอะไรแปลกออกไปจากเดิมบ้าง ใครได้อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรขอเชิญแวะเข้ามาติชม จะได้รู้ว่าต่อไปควรจะใช้ ‘ผม’ หรือตัด ‘ผม’ ออกไปดี?)

*ได้ไอเดียการถ่ายภาพท่าเลวิเทติ้ง (levitating) จากช่างภาพสาวชาวญี่ปุ่นนามว่า ฮายาชิ ที่ได้แรงบันดาลใจการถ่ายภาพจากสำนวนที่ได้ยินมาว่า “เท้าที่เหยียบยืนบนผืนดิน แสดงให้เห็นว่าเราต่างก็เป็นคนอย่างแท้จริง” ซึ่งสำหรับเธอแล้ว เธอไม่อยากจะเป็นเช่นคนธรรมดาคนหนึ่ง จึงทำตัวเองให้แตกต่างจากคนทั่วไปโดยการกระโดดขึ้นบนอากาศด้วยท่วงท่าต่างๆ แล้วถ่ายภาพขณะลอยตัวด้วยกล้องชัตเตอร์ความเร็วสูง ทำให้ภาพที่ได้ออกมานั้นแตกต่างจากคนอื่นสมใจ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเธอกำลังลอยตัวอยู่บนอากาศอย่างเป็นธรรมชาติ แต่กว่าจะได้ภาพที่เป็นธรรมชาติและสมบูรณ์แบบออกมาหนึ่งภาพไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย ..ฮ่าฮ่าฮ่า! เราพิสูจน์มาแล้ว http://yowayowacamera.com

*ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 10.34 น. ตามเวลาในประเทศไทย  จะเกิดปรากฎการณ์ดวงจันทร์โคจรเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบปี เราสามารถรอชมพระจันทร์เข้าใกล้โลกในคืนวันเพ็ญได้ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. นี้เรื่อยไป จนกว่าพระจันทร์จะเคลื่อนออกไป ..สวยแค่ไหนไม่มีคำอธิบาย^^  http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000055037

%d bloggers like this: