Archive by Author

เมื่อขาหมูเป็นชื่อขนม?

24 Sep

Mayly-go-round*

ถ้าพูดถึงขนมขาไก่ น้อยคนจะสงสัยว่าขาไก่เป็นขนมหน้าตาแบบไหน เราต่างมีภาพขนมขาไก่ในใจตัวเอง ไม่ว่าจะขาไก่ผอมแห้งสีส้มจากกล่องปี๊บ หรือขาไก่ขาวนวลอวบอูมจากร้านเบเกอรี่  เราคุ้นชินกับขนมขาไก่ จนบางทีก็ลืมคิดไปเลยว่า ขนมที่ถูกตั้งชื่อว่าขาไก่นี่ อันที่จริงแล้วมันไม่น่าเป็นชื่อที่ดึงดูดใจให้อยากทานสักเท่าไหร่

แต่น่าแปลกใจยิ่งกว่าที่มี ขนมอีกชนิด ชื่อคล้ายกัน แต่เชื่อว่าหลายคนไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้เลย.. ‘ขนมขาหมู’
ฟังชื่อแล้วพาลคิดไปถึงเอาขาหมูน้ำแดงมาทำขนม ก็เลยนึกภาพไม่ออกไปกันใหญ่ว่ามันจะกลายสภาพจากของคาวจานหนักมาเป็นขนมได้อย่างไร
จริงๆ แล้ว ขนมขาหมู มีชื่อที่คนส่วนใหญ่เรียกติดปากมากกว่าว่า ‘ตือคาโค’ ซึ่งเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่าขาหมูกลมๆ นั่นเอง
ตือคาโค เป็นหนึ่งในของกินขึ้นชื่อของเชียงใหม่ ..เพราะไปที่ไหนก็ยังหาทานอีกไม่ได้ เพื่อนชาวกรุงฯของเราร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครรู้จักตือคาโคมาก่อน ลองsearch หาตาม google ก็เจอแต่ร้านดังๆ ในเชียงใหม่ ไม่ก็ข้ามไปจังหวัดตาก(แต่หน้าตาต่างกันเล็กน้อย) และที่เหลือก็เป็นวิธีทำกินเองทั้งนั้น ..เราเลยเดา(เหมาและสรุปเอาเอง)ว่า มันน่าจะโด่งดังและฮอตฮิตอยู่ทางเหนือเนี่ยแหละ!
ตือคาโค เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมกับแป้งสาลี หัวกระทิ และเผือก ที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน ส่วนใหญ่จะขายคู่กับเต้าหู้ทอด และทานกับน้ำจิ้มที่ทำจากน้ำตาลปี๊บเคี่ยวกับน้ำมะขาม พริก และถั่วคั่ว เผ็ดหวานมันเปรี้ยวนิดๆ ยิ่งได้กินตอนทอดเสร็จใหม่ๆ จะกินจนลืมอ้วนเลยทีเดียว (มิน่า..ถึงชื่อขนมขาหมู .. ดูลักษณะจะเป็นของอ้วนๆ ทั้งนั้นที่รับเข้าตัวไป)
สำหรับคนอยากจะแวะเวียนไปลิ้มลอง ในเชียงใหม่มีร้านดังๆ อยู่ ๓ เจ้าค่ะ

เจ้าแรก อยู่หน้าโรงเรียนปรินส์ฯ น่าจะเป็นร้านดังที่สุดแล้ว จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผ่านมาเวลาเย็นๆ ได้แวะซื้อกับแม่อยู่บ่อยๆ แต่หลังๆ ไม่ได้ผ่านไปทางนั้นเลยไม่ค่อยได้แวะเท่าไหร่แล้ว

เจ้าที่สอง ตือคาโคประตูเชียงใหม่ ตั้งจะอยู่ในซอยเล็กๆ ติดกับเจดีย์ร้าง ตรงข้ามตลาดประตูเชียงใหม่ หลายคนชอบที่แป้งร้านนี้บางกรอบ
เจ้าที่สาม ตือคาโคศรีพิงค์ หรือตือคาโคช้างม่อย ร้านจะอยู่บนนถนนช้างม่อยตัดใหม่ ใกล้สะพานแม่ข่า ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ขายกันมานานหลายสิบปี และมีขายเฉพาะช่วงเย็นๆ เท่านั้น

ถ้าใครได้ผ่านมาเยี่ยมเยือนเชียงใหม่ และอยากลิ้มลองขนมขาหมู ก็แวะไปลองชิมตามร้านที่แนะนำมาก็ได้นะคะ

ยิ่งช่วงนี้ฝนตกบ่อยๆ อากาศชื้นเย็น ได้หยิบของทอดร้อนๆ มาจิ้มน้ำจิ้มรสเด็ด กัดเข้าปากกรุบกรอบนี่ก็เป็นความสุขแล้วค่ะ!

มีข้อควรระวังสำหรับสุขภาพอยู่นิดหน่อยว่า อาจจะต้องกินในปริมาณที่พอควร และสังเกตน้ำมันที่ใช้ในการทอดด้วยค่ะ และสำหรับคนที่ชื่นชอบอยู่แล้ว ของอร่อยแต่กินบ่อยไปก็อาจจะไม่ดีนักนะคะ ด้วยความห่วงใยค่ะ: )

ผูกพันธุ์

17 Sep

inthegarden

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนคุณก็มีความสุขกับชีวิตได้ และองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ชีวิตคุณเบิกบาน! ลัลลา! ฮาแตก! ได้ นั่นคือ ‘เพื่อน’
การมีเพื่อนมานั่งกินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน แซวกัน จิกกัด เมาท์เรื่องนู้นเรื่องนี้ ปรึกษาหารือ หรือเล่าสารทุกข์สุขดิบแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ร่างกายเราจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาหล่อเลี้ยง มันเป็นการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ การมีคนเข้าใจ มีคนรับฟัง มีคนยอมรับ มีกลุ่มก้อน มีพรรคมีพวก มันเป็นความอบอุ่นในหัวใจที่มนุษย์พึงจะมี

น้องสาวนอกไส้ (อันที่จริงน่าจะเรียกว่าเพื่อนมากกว่า ก็แค่อายุน้อยกว่าแต่เรารู้สึกรักและสนิทกันแบบเพื่อน) ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนยังดินแดนอันไกลโพ้น แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องอยู่ไกลกันและแม้ว่าจะแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ครั้งก่อนนั้นก่อนไปก็ดราม่ากันอยู่ไม่ใช่น้อย ครั้งนี้ก็เช่นกันมันอดดราม่าไม่ได้จริงๆ แต่อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าคราวนี้ปีกอ่อนๆ ของเธอคงแข็งแรงขึ้น ก็เธอมันปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่ 555!
จำได้ว่าเคยให้คัมภีร์สำหรับการเดินทางไปอยู่ที่สูงๆ และไกลๆ เอาไว้เล่มหนึ่ง แต่ครั้งนี้ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะให้อะไรติดตัวเธอไปดี แต่ไม่ใช่พ๊อกเก็ตมันนี่แน่นอน!

เป็นหน้าที่พี่สาวแสนดี.. (มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องยอมเป็น ‘พี่’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้จะได้ยินเธอพูดบ่อยๆ ว่า “พี่ขวัญ ไปเป็นเพื่อนหน่อย” แล้วพี่ก็จะสวนเธอกลับไปว่า “ตกลงชั้นเป็นเพื่อนหรือเป็นพี่เธอกันแน่ ว่าแต่แน่ใจนะ ว่าจะให้พี่ไปเป็นเพื่อน” 555!) แสนดีแค่ไหนไม่มีเวลาให้ จึงได้แต่ส่งเสียงไปให้กำลังใจคนที่กำลังสาละวนวุ่นวายเตรียมตัวเดินทางไกล แล้วรับปากอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าพี่จะต้องไปส่งเธอขึ้นเครื่องอย่างแน่นอน

วันนี้ขับรถออกจากบ้านมาทำธุระหลายอย่างแต่เช้า ขับวนไปวนมาอยู่แถวในเมืองจนมาถึงสนามบินเชียงใหม่ เลยนึกขึ้นได้ว่ามีร้านขายต้นไม้อยู่ใกล้ๆ แถวนี้ แวะไปดูหน่อยก็น่าจะดีอยากได้ดินปลูกบัวสักก้อนสองก้อน พอพูดถึงตลาดต้นไม้หลายคนคงนึกถึง ตลาดคำเที่ยง* แต่ตลาดที่ว่านี้อยู่ใกล้ตัวเมืองกว่าที่คิด

แม้ว่าตัวตลาดจะไม่ได้มีเนื้อที่กว้างขวางมากนัก เท่าที่เห็นก็จะมีร้านรวงเปิดกันอยู่ตามรายทาง คงเป็นเพราะนานนานจะมาแถวนี้ที แถมมาแต่ละทีก็ไม่มีเวลาเดินดูนานนาน เพิ่งจะรู้ว่าตลาดขายต้นไม้ที่ว่าใช่ว่าจะมีแต่ต้นไม้ขาย เดินไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นบางร้านมีสัตว์เลี้ยงจำหน่าย ยิ่งถ้าเดินวกไปด้านหลังตึกแถวจะเห็นร้านขายสัตว์เลี้ยงเรียงกันอยู่ทั้งแถบ สัตว์เลี้ยงที่ขายกันก็มีตั้งแต่หนูขาว หนูตะเภา แฮมเตอร์ กระต่าย ไก่แจ้ ปลา สุนัข และนกสายพันธุ์ต่างๆ เยอะแยะเต็มไปหมด เฮ้ย! นี่มันตลาดขายสัตว์เลี้ยงนี่หน่า ขายต้นไม้บังหน้ากันชัดๆ อ่ะ! ล้อเล่น 555!

        บางร้านที่หน้าร้านมีต้นไม้วางขายตั้งแต่ไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม ไม้น้ำ ไม้เลื้อย ไม้กระถาง ไม้พุ่ม ไม้ผล และสมุนไพรชนิดต่างๆ แต่พอเดินเข้าไปในร้านจะเห็นกรงนกกรงไก่แขวนอยู่บ้างวางเรียงที่พื้นบ้าง เสียงดังจอแจจิ๊บจิ๊บเจี๊ยบเจี๊ยบเต็มไปหมด เดินไปเห็นป้ายที่กรงนกกรงหนึ่งเขียนติดไว้ว่า ‘ซีบาร์ ฟินซ์’ เลยเดินเข้าไปดูใกล้ๆ อยากรู้ว่าจะใช่นกฟินซ์แบบที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน พบที่บนเกาะกาลาปากอสรึป่าว?!?!
บริเวณที่เดินเล่นอยู่นี้เค้าเรียกว่า ตลาดขายต้นไม้แถวสุสานประตูหายยา* ค่ะ คุยกับพ่อค้าแม่ขายแถวนั้นเค้าบอกว่า ..ขายแบบนี้มาจะสิบปีแล้ว น้ อ ง ! (อุ้ย! เค้าไม่กำลังว่าเรานะคะ เค้าชมต่างหากล่ะ แสดงว่ายังเห็นเราเป็นเด็กอยู่ อิอิ)

   
เกิดเป็นคนโชคดีแค่ไหน มีคนเป็นเพื่อนก็ได้ มีต้นไม้เป็นเพื่อนก็ได้ มีสัตว์เป็นเพื่อนก็ได้ มีอะไรๆ เป็นเพื่อนก็ได้ ..เราอยู่คนเดียวเสียเมื่อไร เราไม่เหงาหรอก
ครอบครัวข้างบ้านเราเค้าเลี้ยงกระต่ายแต่ตั้งชื่อให้สัตว์เลี้ยงเป็นชื่อผลไม้ ชื่ออะไรลองทายกันดู?

“บอกน้าขวัญหน่อยสิ กระต่ายที่บ้านชื่ออะไรนะ”
(น้าค่ะน้า ได้ยินไม่ผิดหรอกค่ะ คงต้องยอมรับความจริงเสียที 555!)
“ข่า-นุน กะ จม-ปู้ๆๆๆ”
เจ้าตัวเล็กข้างบ้านออกเสียงแล้วฟังดูน่ารักชะมัด :)

อยู่มาได้สักพักสงสัยมันจะรักกันมาก ถ้าเป็นคนคงบอกว่ามีลูกหัวปีท้ายปี แต่เจ้ากระต่ายสองตัวนี้มีลูกหัวเดือนท้ายเดือน (กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ใช้เวลาตั้งท้องจนคลอดประมาณ 30 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกกระต่ายในท้องแม่กระต่าย)
วันก่อนขับรถออกจากบ้านเห็นมีป้ายแขวนอยู่ที่ข้างรั้วว่า ‘บ้านนี้มีกระต่ายหูตก ขายจ้า’

ถึงแม้จะมีเวลาไม่มากนัก แต่การเผลอไผลเดินชมนกชมไม้ของเราก็ไม่เสียเวลาเปล่า นอกจากจะได้มาเห็นโลกของสัตว์เลี้ยงน่ารัก ในที่สุดเราได้ของขวัญชิ้นสำคัญติดมือมาด้วย^^

ในวัยที่โตขึ้นและพอมีวุฒิภาวะ การคบกันระหว่างเราและเพื่อนจะมีขอบเขตมากขึ้น เราจะเคารพโลกของเพื่อนเหมือนกับเราอยากให้เพื่อนเคารพโลกของเรา ทุกคนต่างมีโลกส่วนตัว เราจะไม่ก้าวก่ายอะไรที่มันเป็นส่วนตัวของกันและกันมากเกินไป มันจึงไม่เกิดอาการงอนกัน น้อยใจกัน เพราะเรามีความมั่นคงในจิตใจมากขึ้น สงบและนิ่งมากขึ้น เพื่อนมีส่วนในการสร้างสีสันและจรรโลงหัวใจให้ชุ่มชื้นมากขึ้นก็จริง แต่เราก็ยังมีชีวิตของเราได้ไม่เปลี่ยนแปลง

หลายปีก่อนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เคยอ่านหนังสือเล่มไหนก็ไม่รู้ อ่านเจอจากที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ทำไมถึงนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็ไม่รู้ ลองค้นหนังสือในบ้านเล่มที่คิดว่าน่าจะใช่ดู หาอยู่หลายเล่มแต่ก็ไม่เจอ จำได้ว่ามันเป็นบทสั้นๆ ตอนหนึ่งในหนังสือเขียนให้คำแนะนำถึงสิ่งที่เราต้องคำนึงเวลาที่จะให้ของขวัญแก่ใคร ก็เป็นคำแนะนำที่เรารู้กันอยู่ทั่วๆ ไป เป็นต้นว่า..
การให้ของขวัญเล็กเล็กน้อยน้อยในวันพิเศษที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็แทบจำไม่ได้อาจทำให้ผู้รับดีใจไม่รู้ลืม รวมถึงของที่ไม่ควรให้เป็นของขวัญ เช่น การให้ของขวัญบางอย่างแล้วในตอนแรกคนรับรู้สึกประทับใจแต่อาจไม่ถูกใจในตอนหลังก็ได้ หรือการให้ของที่เราชอบแต่คนรับอาจจะรู้สึกอึดอัดใจ หรือทำให้เข้าใจผิดได้

อย่างเช่น ‘ต้นไม้’ ..เป็นต้น
(ถ้าเป็นดอกไม้ก็แล้วไปงั้นเหรอ? 555!) เรื่องที่มันตกค้างอยู่ในใจก็มีเท่านี้ แต่จำได้ดีจนถึงทุกวันนี้เลย

การให้ต้นไม้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณและผู้รับได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่จะมีโอกาสเติบโตต่อไปหรือไม่นั้น การรักษาความสัมพันธ์ก็คงเหมือนกับการดูแลต้นไม้ ที่สำคัญถ้าคนที่เราให้เป็นคนที่ใช่ก็โชคดีไป แต่ถ้าให้เพราะอยากให้และไม่ได้คิดมากอะไร ระวังคนรับจะเข้าใจผิดได้ เหมือนผู้เขียนต้องการจะเตือนสติคนให้เอาไว้ทำนองนี้ เออ.. ถ้าเราไม่ตีความผิดไปเสียเองนะ
กับเพื่อนๆ พักหลังนี้จะใช้วิธีถามกันไปตรงๆ ว่าอยากได้อะไร แต่ถ้านึกอยากจะหาของขวัญแบบเซอร์ไพรส์ให้ใครๆ พอมาลงที่ต้นไม้ทีไรมันอดนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้ทุกที

ถ้าไม่อยากผูกพันกับใคร ..อย่าให้ต้นไม้

ให้เป็น ต้ น ก็ชักไม่ค่อยแน่ใจ ให้เป็น ด อ ก ยิ่งไม่เคยให้ใคร แต่ฉันเต็มใจให้ เ ม ล็ ด พั น ธุ์ อยู่นะ.. อย่างน้อยคนรับก็ตัดสินใจได้ว่าจะปลูกหรือไม่ปลูก



เพื่อนจะทำให้แววตาของคุณกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง เสียงหัวเราะจะกลับมาดังสนั่นหวั่นไหว เพื่อนไม่ใช่แค่คนที่อยู่แต่ในวัยเด็กของเราเท่านั้น แต่เพื่อนจะเอาความเป็นเด็กของคุณกลับคืนมา

ถ้าตอนนี้เธอกำลังอ่านเอนทรี่นี้อยู่ ก็แสดงว่าใกล้ถึงเวลาที่เธอจะต้องเดินทางกลับมาแล้ว เย่ เย่! ตอนนั้นพี่สาวขี้ลืมคนหนึ่งยื่นของให้แล้วดันลืมบอกเรื่องสำคัญเธอไป แต่ถึงจะไม่ทันบอกก็มั่นใจว่าเธอจะต้องเข้าใจอย่างแน่นอน

..

พี่ฝากต้นไม้เอาไว้ให้เธอดูต่างหน้า แต่ว่า..ต้องปลูกเองนะ :)

เคยคิดว่าพอเราอายุมากขึ้น เพื่อนก็จะน้อยลงและหายากไปทุกที และมีบ้างบางทีที่รู้สึกว่า พอแล้ว.. ชีวิตนี้ไม่อยากได้เพื่อนเพิ่มอีกแล้ว แต่เชื่อไหมว่าเราไปตกลงอะไรกับโชคชะตาฟ้าลิขิตไม่ได้หรอก เพราะอยู่ดีๆ เขาก็จะส่งใครต่อใครมาให้เราเอง เพียงเราเปิดใจไว้เสมอเถอะ..

(ข้อความบางตอนที่เขียนถึงเพื่อนคัดลอกมาจากเศษกระดาษยับๆ แผ่นหนึ่งที่เก็บไว้นานแล้วจนเกือบเผลอขยำทิ้ง ทั้งที่ตั้งใจจดมาจริงๆ เพราะอ่านแล้วมันตรงกับความรู้สึกตัวเอง แต่ที่แย่ก็คืออ่านเจอที่ไหนก็ไม่รู้ จากหนังสือเล่มไหนก็ไม่รู้..อีกแล้ว เลยไม่รู้จะอ้างถึงยังไง เอาเป็นว่าขออนุญาตนำมาแชร์ให้เพื่อนๆ อีกหลายคนได้ร่วมรับรู้ไปด้วยกันตรงนี้ และขอมอบคำขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ล่ะกันนะคะ.. – -’)

ตลาดขายต้นไม้แถวสุสานประตูหายยา*  อยู่ไม่ไกลและเดินทางไปไม่ยาก ถ้าขับรถออกจากสนามบินเชียงใหม่ผ่านห้างเซ็นทรัลแอร์พอร์ต ขับถึงสี่แยกไฟแดงสนามบินแล้วเลี้ยวซ้าย จากนั้นขับตรงมาเรื่อยๆ ระหว่างนั้นให้สังเกตด้านซ้ายมือ จนเห็นสนามบาสฯ ที่อยู่ติดกับศูนย์กู้ภัยพิเศษพิงค์นคร (สุสานประตูหายยา) ก็จะเจอถนนทางเข้าอยู่ด้านซ้ายมือ ตลาดอยู่ทางขวามือเลยทางเข้าไปนิดเดียว

ตลาดคำเที่ยง* อยู่ใกล้กับโลตัสสาขาคำเที่ยงและเจเจมาร์เก็ต ถ้ามาจากตัวเมืองเลี้ยวที่สี่แยกรินคำมาทางถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ผ่านโรงพยาบาลลานนาแล้วให้ชิดซ้าย เพื่อกลับรถใต้สะพาน จากนั้นขับตรงมาเรื่อยๆ ผ่านโลตัสแล้วให้เลี้ยวซ้ายที่แยกแรก ขับตรงไปอีกไม่ไกลตลาดอยู่ทางซ้ายมือ ขับเข้าไปด้านในมีลานจอดรถ
(ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร ‘อ่อง ๒’ นิตยสารใหม่เอี่ยม หัวใจสะอาด สมองคิดอยากให้เชียงใหม่น่าอยู่ยิ่งขึ้น; ปฏิบัติการเชียงใหม่เอี่ยม)

เกี๊ยวซ่า

11 Sep


มันจะผอมได้ไง เมื่อเบี้ยวออกกำลังกายมาทำเกี๊ยวซ่ากินแบบนี้
แต่แล้วก็ลืมความผิด เพราะเกี๊ยวซ่าที่ทำอร่อมโมกกกกก กินลืมตาย
ทั้งง่ายและอร่อย แบบไม่น่าเชื่อ
เคล็ดลับที่ใครๆ คงจะรู้ แต่บองก้าเพิ่งรู้คือ น้ำมันงา!
เพียงแค่คุณมีน้ำมันงาติดบ้านไว้ คุณก็จะสามารถผลิตอาหารหลายอย่างได้อร่อยขึ้นหลายเท่าตัว
กำหมัดชูขึ้น หัวเราะให้กับสิ่งที่ค้นพบ ฮ่าฮ่าฮ่า

เอาล่ะ เรามาเริ่มทำกันเถอะ


ก่อนอื่นตวงแป้งอเนกประสงค์ประมาณ 150 กรัม ทำให้เป็นบ่อตรงกลาง
แล้วค่อยเติมน้ำอุ่นๆ ลงไปประมาณ 100 กรัม หรือ 100 มิ]ลิลิตร อย่าเทพรวดเดียวนะ เดี๋ยวแป้งจะแฉะเกินไป
ให้คนๆ นวดๆ ดูก่อน ถ้าแห้งไปค่อยเติมน้ำเพิ่ม

จากนั้นเหยาะน้ำมันงาลงไปสามจึ๊ก คงประมาณ 2 ช้อนชา สิ่งนี้จะช่วยให้แป้งไม่ติดมือเวลานวด และกลิ่นแป้งจะหอมขึ้นด้วย


ตอนนวดแป้งนี่สนุกอย่าบอกใคร มันจะอุ่นๆ นุ่มๆ เหมือนปั้นดินน้ำมันก้อนโต แรกๆ จะติดมือหน่อยนวดเพลินๆ ประมาณ 5 นาที จนแป้งเข้ากันดี
ไม่ติดมือ ก็พักแป้งไว้ หาพลาสติกมาคลุมกันแห้งสักหน่อย พักแป้งให้อยู่ตัวสัก 10 นาที


ระหว่างที่รอแป้ง ก็นำ
หมูบด ประมาณ 250 กรัม
กะหล่ำปลีหั่นฝอย ประมาณ 1/4 ลูก
ถ้ามีแครอทก็ใส่ลงไป แอบใส่มันฝรั่งต้มบดกับหอมหัวใหญ่ลงไปนิดนึงด้วยล่ะ
อ้อ! อย่าลืมกุ่ยช่ายซอยหรือไม่ก็ต้นหอมลงไปด้วยนะ
เครื่องปรุงก็
น้ำตาล 1 1/4 ช้อนชา
ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทย 2 เหยาะ
เป็นค่าโดยประมาณนะคะ ก่อนห่อให้ลองปั้นแล้วไปเวฟชิมดูก่อนก็ได้ค่ะ
หากเค็มไปก็เติมหมูเติมผัก แต่ถ้าจืดไปก็เติมเค็มตามสะดวก
ถ้าไส้มันร่วนไม่เกาะกัน ก็ให้เติมแป้งข้าวโพดลงไปสัก 1 ช้อนโต๊ะ
นวดให้เข้ากันแล้วนำไปแช่ฟรีซสักครู่จะช่วยให้ใส้เหนียวเกาะกันขึ้นค่ะ

เมื่อไส้พร้อมก็โรยนวลให้ทั่วโต๊ะ* (เอาแป้งอเนกประสงค์สาดไปที่ผิวโต๊ะ ต้องใช้คำว่าสาดเพราะต้องการให้มันแตกกระจายทั่วๆ พื้น)

แบ่งแป้งมาส่วนนึง ใช้มีดตัดจะดีกว่าการดึงนะคะ เอามาสักประมาณนี้ แบ่งมาคลึงให้เป็นแผ่นบางๆ ด้วยที่คลึงแป้ง

หากไม่มีก็ใช้นี่เลย แกนกระดาษทิชชูหลอดใหญ่ หรือจะเป็นขวดน้ำ ขวดเหล้าก็แทนได้นะ


แล้วใช้ปากแก้ว หรือพิมพ์ตัดให้เป็นวงกลมสวยงามก่อนที่จะนำมาห่อไส้

เคล็ดลับในการห่อ ไม่มีค่ะ ใช้ความมั่วล้วนๆ พยายามอย่าใส่ไส้มากเกิน ไม่งั้นจะห่อไม่มิด เกี๊ยวซ่าทะลักไส้แตกไม่งามตา

ห่อไม่สวยไม่ต้องกังวลไป พอเอาไปทอดมันจะหน้าตาดีขึ้นเองค่ะ และความอร่อยจะกลบเกลื่อนหน้าไปเอง
อันนี้สวยที่สุดในในจาน มันอ้วนเป่งมากเลยถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะหลังจากนั้นก็ไม่สามารถห่อได้สวยแบบนี้อีกเลย ฮ่าฮ่าฮ่า

ใส่น้ำมันลงกระทะเตรียมทอดไม่ต้องเยอะจนท่วมนะคะ เดี๋ยกลายเป็นเกี๊ยวซ่าทอดกรอบไปแทน
นำลงทอดให้ด้านนึงเหลืองสวยแล้วค่อยเติมน้ำลงไป


ไม่รู้ว่าคำว่าเกี๊ยวซ่าเนี่ยมีที่มาจากไหน แต่ถ้าให้เดา ตอนเทน้ำลงไปในกระทะเนี่ย น้ำมันกระเด็นซู่ซ่าขึ้นมาเลยนะ
ซ่าของจริง
เติมน้ำให้ได้ระดับประมาณครึ่งนึงของตัวเกี๊ยว ปิดฝาแล้วรอ 7 นาที ให้เกี๊ยวซ่าสุกและน้ำระเหยออกไปจนหมด
ทอดต่ออีกสักครู่ตักเสิร์ฟ


ด้านนึงกรอบ ด้านนึงนุ่มเหนียว อร่อยลงตัวมากๆ เลย

สักคำไหม เอ้าอ้าปากสิ อ้าาาาาาาาาาาาาม

สนุกกับการลงมือทำนะคะ

-Beambongga

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: